ราชอาณาจักรกัมพูชา

พื้นที่                                  176,520 ตร.กม.

เมืองหลวง                           กรุงพนมเปญ (Phnom Penh)

เวลา                                  เท่ากับประเทศไทย (GMP+7)

ประชากร                            16.2 ล้านคน (ปี 2017)

ศาสนา                               พุทธศาสนานิกายเถรวาท (96.4%) ศาสนาอิสลาม (1.9%) และศาสนาอื่นๆ (1.7%)

ภาษา                                 ภาษาเขมร (ภาษาราชการ) ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เวียดนาม จีน และไทย (ภาษาอื่นๆ)

การปกครอง                         ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ

สกุลเงิน                              เรียลกัมพูชา (KHR) อัตราแลกเปลี่ยน 1 THB = 121.66 KHR (พ.ย.2018)

GDP (US$ bn)                     22.25 (ปี 2017)

GDP per capita (US$)                    1,389 (ปี 2017)

Real GDP growth (%)                    6.94 (ปี 2017)

Inflation (%)                      3.69 (ปี 2017)

วันสถาปนาความสัมพันธ์กับไทย 19 ธันวาคม 2493       

เศรษฐกิจกัมพูชา

เศรษฐกิจกัมพูชามีอัตราการขยายตัวปี 2560 สูงกว่าร้อยละ 9.9 ต่อปี โดยขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอ และอุตสาหกรรมภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก และได้รับประโยชน์จากสถานการณ์เป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) ที่ทำให้กัมพูชาได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน และได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีในการส่งออกไปประเทศพัฒนาแล้ว

รายได้ที่สูงขึ้นจากการขยายตัวของจำนวนประชากรชนชั้นกลางในกัมพูชา ทำให้ความต้องการสินค้าคุณภาพเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นโอกาสสำหรับการส่งออกสินค้าประเภทอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิต อาทิ เครื่องปรับอากาศ เตาอบไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสในการขยายการลงทุนในกัมพูชาเพื่อป้อนตลาดผู้บริโภคในกัมพูชา อย่างไรก็ดี แม้จะหลุดจากกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำตามเกณฑ์ของธนาคารโลกตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 แต่กัมพูชายังจัดเป็น LDCs ตามเกณฑ์ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งทำให้กัมพูชายังคงได้รับสิทธิ Everything But Arms (EBA) ในการส่งออกไปสหภาพยุโรป การลงทุนในกัมพูชาเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกจึงเป็นโอกาส

IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจกัมพูชาในปี 2562 จะมีอัตราการขยายตัวที่ 6.79% (IMF World Economic Outlook – October 2017) สูงขึ้นเล็กน้อยเทียบกับปีที่ผ่านมาเนื่องจากค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น (รัฐบาลกัมพูชาได้ประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและรองเท้า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2560 จากเดิม 153 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 170 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน) และมูลค่าการส่งออกสินค้าประเภทอุตสาหกรรมสิ่งทอในกัมพูชาลดลง

ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกับ CLMV

- เสริมสร้างความสัมพันธ์ในลักษณะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (partnership) กับประเทศอาเซียน โดยให้ความส้าคัญกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อกระชับความเชื่อมโยงมิติการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ระหว่างกัน (ASEAN connectivity) สู่การพัฒนาและเติบโตไปด้วยกัน

-เร่งรัดการขยายการส่งออกเชิงรุก ด้วยกลยุทธ์เจาะลึกตลาดอาเซียน (deepening ASEAN) เจาะตลาดเมืองรองที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ยกระดับตลาดในเมืองหลวง โดยผลักดันสินค้าที่มีมูลค่าสูง/สินค้านวัตกรรม/มีแบรนด์/มีการออกแบบ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (demand driven

-ขยายช่องทางจ้าหน่ายที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตสมัยใหม่และการบริโภคยุคสังคมเมือง

-ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยสร้างเครือข่ายธุรกิจ และเจรจาการค้า กับผู้ประกอบการประเทศอาเซียน เพื่อขยายตลาดส่งออก

-ส่งเสริมการรวมกลุ่มพันธมิตรระหว่างผู้ประกอบการไทย / อ้านวยความสะดวกให้แก่ ผู้ประกอบการไทย ในการด้าเนินธุรกิจ/ขยายธุรกิจในประเทศอาเซียน

กิจกรรมของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศปีงบประมาณ 2562

-        จัดงานแสดงสินค้าสุดยอดแบรนด์ไทย (TOP Thai Brands) ณ พนมเปญ

-        จัดงานแสดงสินค้าไทย (Mini Thailand Week) ณ เมืองเสียมเรียบ

-        โครงการบูรณาการคณะผู้แทนการค้าธุรกิจค้าปลีก/modern trade (อาเซียน เอเชียใต้ จีน) เดินทางมา sourcing สินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศไทย

-        โครงการส่งเสริมการขายผ่านช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ ณ กรุงพนมเปญ

-        เข้าร่วมออกคูหาในงาน Cambodia Import-Export & OPOP Exhibition 2018 ณ กรุงพนมเปญ


ตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของกัมพูชา 10 อันดับแรก ปี 2017

กัมพูชานำเข้าจากประเทศคู่ค้า 10 อันดับแรก

ปี 2017

ประเทศ

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐ)

+/- (%)

1.จีน

449

34.68

2.ไทย

343

4.06

3.สิงคโปร์

161

3.70

4.ฮ่องกง

101

-17.22

5.ญี่ปุ่น

60

18.36

6.เกาหลีใต้

43

-4.96

7.มาเลเซีย

16

28.25

8.ฝรั่งเศส

9

44.47

9.เนเธอร์แลนด์

7

319.25

10.ไต้หวัน

7

-15.21

ที่มา: Global Trade  Atlas

จากตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของกัมพูชา 10 อันดับแรก ปี 2017 พบว่า กัมพูชานำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากจีนมากเป็นอันดับ 1 มูลค่า 449 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 34.68 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่กัมพูชานำเข้าจากจีน เช่น เครื่องอุปกรณ์ใช้สำหรับโทรศัพท์ โทรเลข Mobile Telephone และสายไฟ ชุดสายไฟ เป็นต้น อันดับ 2 คือ ไทย กัมพูชานำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากไทย มูลค่า 343 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 4.06 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่กัมพูชานำเข้าจากไทย เช่น Mobile Telephone สายไฟ ชุดสายไฟ และวงจรพิมพ์ (Printed Circuit) เป็นต้น และอันดับ 3 คือ สิงคโปร์ กัมพูชานำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากสิงคโปร์ มูลค่า 161 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 3.70 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่กัมพูชานำเข้าจากสิงคโปร์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ ครบชุด,Notebook,palm เครื่องปรับอากาศ และMobile Telephone เป็นต้น 



ตาราง ประเทศคู่ค้าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของกัมพูชา 10 อันดับแรก ปี 2017

กัมพูชาส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า 10 อันดับแรก

ปี 2017

ประเทศ

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐ)

+/- (%)

1.ไทย

135

-3.41

2.ฮ่องกง

116

3.90

3.จีน

92

6.79

4.ญี่ปุ่น

52

17.80

5.เกาหลีใต้

28

-9.74

6.สิงคโปร์

5

-16.40

7.สหรัฐอเมริกา

4

16.02

8.ไต้หวัน

3

25.88

9.ฝรั่งเศส

3

700.07

10.เยอรมนี

3

1,843.96

ที่มา: Global Trade  Atlas

การส่งออกชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของกัมพูชา ในปี 2017 กัมพูชาส่งออกไปยังไทยมากเป็นอันดับ 1 โดยมีมูลค่า 135 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอัตราการหดตัวร้อยละ 3.41 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่กัมพูชาส่งออกไปไทย เช่น สายไฟ ชุดสายไฟ มอเตอร์เล็ก(กำลังไม่เกิน 750 W) และเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า เป็นต้น อันดับ 2 คือ ฮ่องกง กัมพูชาส่งออกไปยังฮ่องกงมูลค่า 116 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 3.90 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่กัมพูชาส่งออกไปฮ่องกง เช่น ส่วนประกอบเครื่องรับโทรทัศน์(สายอากาศ,ตู้วิทยุหรือโทรทัศน์) มอเตอร์เล็ก(กำลังไม่เกิน 750 W) และอุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น และอันดับ 3 คือ จีน กัมพูชาส่งออกไปยังจีน มูลค่า 92 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 6.79 สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่กัมพูชาส่งออกไปจีน เช่น Power supply PC มอเตอร์เล็ก(กำลังไม่เกิน 750 W) ส่วนประกอบของหม้อแปลงไฟฟ้า เป็นต้น

ตาราง มูลค่าการนำเข้ารายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 10 อันดับแรกที่ไทยนำเข้าจากกัมพูชา

 

ผลิตภัณฑ์

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2015

2016

2017

2016

2017

1.สายไฟ ชุดสายไฟ

93.63

104.64

103.30

11.76

-1.28

2.มอเตอร์ไฟฟ้า

11.84

8.35

14.97

-29.48

79.28

3.เครื่องอุปกรณ์สําหรับป้องกันวงจรไฟฟ้า

3.80

4.22

3.91

11.05

-7.35

4.กล้องถ่ายบันทึกภาพและส่วนประกอบ

164.61

17.54

2.02

-89.34

-88.48

5.ตัวเก็บประจุไฟฟ้า(Capacitor), ตัวต้านทานไฟฟ้า

0

0.06

1.36

-

2166.67

6.เครื่องกำเนิดไฟฟ้า

2.62

1.66

1.25

-36.64

-24.70

7.ตัวนําไฟฟ้า

0.88

0.71

0.99

-19.32

39.44

8.ไดโอด ทรานซิสเตอร์ กลอุปกรณ์กึ่งตัวนํา

0

0.22

0.88

-

300.00

9.แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า

1.28

0.74

0.79

-42.19

6.76

10.ตลับลูกปืนเครื่องอิเล็กทรอนิกส์

0

0

0.29

-

-

รวมมูลค่านำเข้าทั้งหมด

283.18

139.97

134.15

-50.57

-4.16

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ )E&E Intelligence Unit: EIU) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์


จากตารางมูลค่าการนำเข้ารายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจากกัมพูชา 10 อันดับแรก แสดงให้เห็นว่า ในปี 2017 ไทยนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากกัมพูชา คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด 134.15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการหดตัวร้อยละ 4.16 โดยสินค้านำเข้าอันดับ 1 ได้แก่ สายไฟ ชุดสายไฟ โดยมีมูลค่าการนำเข้า 103.30 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีอัตราการหดตัวร้อยละ 1.28 อันดับ 2 ได้แก่ มอเตอร์ไฟฟ้า
โดยมีมูลค่าการนำเข้า 14.97 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 79.28 และสินค้าที่ไทยนำเข้าจากกัมพูชามากเป็นอันดับ 3 ได้แก่ เครื่องอุปกรณ์สําหรับป้องกันวงจรไฟฟ้า โดยมีมูลค่า 3.91 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการหดตัวร้อยละ 7.35 ซึ่งลักษณะการนำเข้าสินค้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจากกัมพูชา จะเป็นการนำเข้าเพื่อผลิตและประกอบต่อในไทย เนื่องจากไทยยังคงเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของอาเซียน


ตาราง มูลค่าการส่งออกรายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 10 อันดับแรกที่ไทยส่งออกไปยังกัมพูชา

 

ผลิตภัณฑ์

มูลค่า

(ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อัตราการขยายตัว (%)

2015

2016

2017

2016

2017

1.เครื่องโทรศัพท์ และอุปกรณ์

64.17

36.63

47.34

-42.92

29.24

2.วงจรพิมพ์ (Printed Circuit)

18.21

41.95

28.14

130.37

-32.92

3.สายไฟฟ้า ชุดสายไฟ

22.8

20.3

22.96

-10.96

13.10

4.ตัวนําไฟฟ้า

14.64

14.79

19.93

1.02

34.75

5.หม้อสะสมไฟฟ้า

18.53

18.12

18.05

-2.21

-0.39

6.เครื่องอุปกรณ์สําหรับป้องกันวงจรไฟฟ้า

14.91

15.03

16.91

0.80

12.51

7.ตู้เย็น

15.58

16.51

16.81

5.97

1.82

8.มอนิเตอร์

22.93

20.68

16.76

-9.81

-18.96

9.เครื่องปรับอากาศ

16.15

18.94

16.02

17.28

-15.42

10.ฉนวนไฟฟ้า

9.54

12.11

12.41

26.94

2.48

รวมมูลค่าส่งออกทั้งหมด

448.17

324.67

335.15

-27.56

3.23

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ )E&E Intelligence Unit: EIU) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

จากตารางมูลค่าการส่งออกรายผลิตภัณฑ์ของสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปยังกัมพูชา 10 อันดับแรก แสดงให้เห็นว่า ในปี 2017 ไทยส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไปยังกัมพูชา คิดเป็นมูลค่าส่งออก 335.15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 3.23 โดยสินค้าส่งออกอันดับ 1 ได้แก่ เครื่องโทรศัพท์ และอุปกรณ์ มีมูลค่าการส่งออก 47.34 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 29.24 สินค้าส่งออกอันดับ 2 ได้แก่ วงจรพิมพ์ (Printed Circuit) มีมูลค่าการส่งออก 28.14 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการหดตัวร้อยละ 32.92 และสินค้าส่งออกอันดับ 3 ได้แก่ สายไฟฟ้า ชุดสายไฟ มีมูลค่าการส่งออก 22.96 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 13.10 ซึ่งลักษณะการส่งออกของไทยไปกัมพูชาเป็นการส่งออกชิ้นส่วนเพื่อเข้าสู่กระบวนการเพิ่มมูลค่าสินค้าต่อไป


ปัญหาและอุปสรรคทางการค้า

1) ขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ และยังต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพื่อบูรณะประเทศ

2) ระบบการคมนาคมและสาธารณูปโภคไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้การติดต่อสื่อสารและคมนาคมล่าช้า

3) มีการลักลอบทำการค้าผิดกฎหมาย เช่น การนำเข้าอัญมณี ไม้ รถยนต์ที่ถูกลักขโมย และโดยเฉพาะสินค้าเกษตร ชึ่งมีการลักลอบส่งออกมายังไทยโดยตลอด

4) กฎระเบียบการค้าไม่แน่นอน มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย เนื่องจากอยู่ในระยะการพัฒนาประเทศ

5) สินค้าที่ส่งออกไปกัมพูชา โดยเฉพาะที่ผ่านด่านชายแดน มีการเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมให้กับด่านต่างๆ ในลักษณะที่ผิดกฎหมายจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น

6) การใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี อาทิ การตรวจสอบสินค้าก่อนการนำเข้า ฯลฯ ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าไปยังกัมพูชาสูงขึ้น

7) ปัญหาหลักเขตตามแนวชายแดนในบางพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการค้าผ่านทางชายแดน

8) กัมพูชายังมีการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ

9) มีการลอกเลียนและปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าและผลิตภัณฑ์

10) ระบบธนาคารพาณิชย์ยังไม่เป็นที่นิยม มีการใช้เงินสดในการค้าทั่วไปค่อนข้างมาก

 

ลู่ทางการค้าและการลงทุนของไทยในกัมพูชา

1) สินค้าไทยมีความสามารถในการแข่งขันสูงในตลาดกัมพูชา เนื่องจากความได้เปรียบด้านคุณภาพของสินค้าโดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นที่นิยมในตลาดกัมพูชา ทั้งยังมีความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน ผ่านทางการค้าชายแดน นอกจากนี้พบว่าสินค้าที่ขายในประเทศกัมพูชาจะมียอดขายเพิ่มขึ้นในช่วงการทำโปรโมชั่น ทั้งลดราคา หรือมีของแถม

2) เนื่องจากค่าแรงในกัมพูชามีราคาถูกกว่าค่าแรงในไทย จึงเหมาะแก่การลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า อุตสาหกรรมการเกษตร ฯลฯ

3) อุตสาหกรรมการก่อสร้างในกัมพูชามีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากประเทศต้องการพัฒนาและปรับปรุงซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้มีความต้องการสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง รวมถึงเครื่องจักร และอุปกรณ์ในการก่อสร้าง อย่างต่อเนื่อง

4) กัมพูชาจัดเป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษทางศุลกากร (GSP) จากประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ในการส่งออกสินค้าประเภทเครื่องนุ่งห่ม โดยไม่มีภาษีนำเข้า จึงเป็นโอกาสในการขยายฐานการลงทุนของไทย เพื่อผลิตและส่งออกไปยังตลาดดังกล่าว

5) กัมพูชามีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดนด้านที่ติดกับไทย เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษที่เมืองปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย ขณะที่ไทยได้กำหนดให้มีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องตามนโยบายของรัฐบาลไทย จึงมีโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะมีความร่วมมือเพื่อสร้างความเชื่อมโยงในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมกัน

 

พื้นที่ที่น่าสนใจเข้าไปลงทุน

1) บริเวณพระตะบองและรอบโตนเลสาบ เป็นพื้นที่กสิกรรมขนาดใหญ่และมีพื้นที่เพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเข้าไปทำกิจกรรมเพาะปลูก รวมถึงการประกอบธุรกิจเกษตรและอาหารแปรรูป

2) บริเวณทางตอนเหนือ มีทรัพยากรธรรมชาติอยู่มาก เหมาะแก่การจัดตั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำหรือทำเหมืองแร่ รวมถึงการทำเกษตร

3) บริเวณรอบและในตัวเมืองของกรุงพนมเปญเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่มีโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภครองรับเป็นอย่างดี (และมากกว่าส่วนอื่นๆของประเทศ) เหมาะแก่การเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมภาคการผลิต เช่น โรงงานตัดเย็บสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม โรงงานผลิตวัสดุก่อสร้าง

4) ในกรุงพนมเปญมีประชากรอยู่อย่างหนาแน่น มีความต้องการในธุรกิจภาคบริการที่สูง จึงเหมาะที่จะเข้าไปประกอบกิจการด้านบริการ เช่น ร้านอาหาร ธุรกิจสปา ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจก่อสร้าง รวมไปถึงธุรกิจบริการอื่นๆ

5) บริเวณทางตอนใต้มีทรัพยากรด้านการเกษตรที่มากเช่นกัน เหมาะสมแก่การเพาะปลูก นอกจากนี้ ยังเข้าไปทำประมงตามแนวชายทะเลใต้

 

ธุรกิจไทยรายสำคัญที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา

- กลุ่มบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

- บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

- กลุ่มบริษัท TCC Group

- กลุ่มบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย (SCG Group)

- บริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด

- บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

- บริษัท TK Garment จำกัด

- บริษัท Crystal Investment จำกัด

- บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด มหาชน (SCCC)

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ตารางที่ 74 เงินลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ (Outflow) และตารางที่ 79 เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Inflow)),กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

 

ความสัมพันธ์ FTA ของกัมพูชาในระดับโลก ภูมิภาค และทวิภาคี

มีผลบังคับใช้แล้ว ภายใต้กรอบอาเซียนจานวน 6 ฉบับ

- อาเซียน

- อาเซียน-จีน

- อาเซียน-ญี่ปุ่น

- อาเซียน-เกาหลี

- อาเซียน-อินเดีย

- อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์

ลงนามแล้ว แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ จำนวน 1 ฉบับ

- อาเซียน-ฮ่องกง (มีผลใช้บังคับ 1 ม.ค. 2562)

อยู่ระหว่างการเจรจา ภายใต้กรอบอาเซียน จำนวน 1 ฉบับ

- RCEP

มาตรการด้านภาษี

ภาษีนำเข้า

         1.สินค้าที่รัฐบาลกัมพูชามีนโยบายยกเว้นภาษีให้ เช่น เครื่องมือเครื่องจักรทางการเกษตร อุปกรณ์การศึกษา ยารักษาโรค และเครื่องกีฬา จะเรียกเก็บภาษีร้อยละ

         2.สินค้าชั้นกลาง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก กระเบื้อง หรือสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เช่น เนื้อสัตว์ ผลไม้ ชา น้ำมันพืช น้ำตาล สบู่ รองเท้า แว่นตา เสื้อผ้า และรถจักรยาน เรียกเก็บภาษีร้อยละ 7      

         3.สินค้าประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ น้ำมันดีเซล เรียกเก็บภาษีร้อยละ 15

         4.สินค้าสำเร็จรูปและสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น โทรทัศน์ วิทยุ เครื่องเล่นเทป เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน รถยนต์ ไวน์ บุหรี่ น้ำมันเบนซิน และน้ำหอม เรียกเก็บภาษีร้อยละ 35

          นอกจากนี้ การนำเข้าสินค้าทุกรายการจะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 10 ของราคานำเข้า   

ภาษีส่งออก

          รัฐบาลกัมพูชาเรียกเก็บภาษีส่งออกกับสินค้า 4 กลุ่ม ได้แก่

          1.ยางพารา เรียกเก็บอัตราร้อยละ ร้อยละ 2 ร้อยละ 5 และร้อยละ 10 (ขึ้นอยู่กับระดับและลักษณะของการแปรรูป)

          2.ไม้แปรรูป เรียกเก็บอัตราร้อยละ 0 ร้อยละ 5 และร้อยละ 10 (ขึ้นอยู่กับระดับและลักษณะของการแปรรูป)

          3.ปลาและสินค้าจากทะเลเรียกเก็บอัตราร้อยละ0 และร้อยละ 10(ขึ้นอยู่กับระดับและลักษณะของการแปรรูป)

          4.แร่รัตนชาติและหินมีค่าที่ยังไม่ได้เจียระไน เรียกเก็บอัตราร้อยละ 0 และร้อยละ 10 (ขึ้นอยู่กับระดับและลักษณะของการแปรรูป)

มาตรการทางการค้า

          1.สินค้าที่ต้องขออนุญาตนำเข้า ได้แก่ อาวุธปืน ยารักษาโรค อัญมณีทองคำ และน้ำกรด

          2.สินค้าที่ต้องขออนุญาตส่งออก ได้แก่ วัตถุโบราณ ยางพารา และไม้

          3.สินค้าที่ต้องขอใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า จากกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป

          นอก จากนี้ สินค้าที่นำเข้ามาในกัมพูชาที่มูลค่าเกินกว่า 4,000 เหรียญสหรัฐต้องผ่านการตรวจสอบเพื่อประเมินราคาและชำระภาษีศุลกากร โดยกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของกัมพูชาได้ว่าจ้าง บริษัท Societe Generale de Survillance S.A. หรือ SGS

กฎระเบียบด้านการลงทุน

           กัมพูชาได้ออกกฎหมายส่งเสริมการลงทุนที่จะให้สิทธิประโยชน์และความมั่นคงแก่นักลงทุนที่จะถือครองสิทธิในทรัพย์สินต่างๆ (ยกเว้นกรรมสิทธิ์ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งผู้ถือครองได้ต้องเป็นบุคคลสัญชาติกัมพูชาเท่านั้น ต่างด้าวสามารถใช้สิทธิโดยการเช่า หรือสัมปทาน) และให้หลักประกันว่า ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกับคนในชาติและจะไม่ถูกบังคับจากนโยบายกำหนดราคาสินค้าและบริการหากมีการใช้บังคับ รวมทั้งสามารถซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศไม่ว่าจะเพื่อชำระสินค้าหรือจ่ายกำไรตาม ระบบธนาคาร ทั้งนี้ คณะกรรมการเพื่อการพัฒนากัมพูชา (Council for the Development of Cambodia: CDC) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีสมเด็จฮุนเซน เป็นประธาน จะเป็นผู้พิจารณาในระดับนโยบายเกี่ยวกับการให้การส่งเสริมการลงทุน และการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยมีคณะทำงาน The Cambodian Investment Board; CIB ทำหน้าที่กลั่นกรองข้อเสนอขอรับการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน ในลักษณะเป็น One Stop Service กล่าวคือ จะตอบรับหรือปฏิเสธการให้ความเห็นชอบในหลักการภายใน 3 วันทำการ และจะพิจารณาให้การส่งเสริมภายใน 28 วันทำการ (หากเอกสารสมบูรณ์) และให้ถือวันที่ CDC ออกเอกสารรับรอง Final Registration Certificate  เป็นวันเริ่มต้นของการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ ดังต่อไปนี้

           1.ยกเว้นภาษีเงินได้เป็นระยะเวลา Trigger period + 3 + Priority period ปี (Trigger period สูงสุดได้แก่ ปีแรกที่มีกำไร หรือ 3 ปีหลังจากที่โครงการมีรายรับ แล้วแต่เวลาใดจะถึงก่อน)

           2.ลดอัตราภาษีเงินได้เหลือร้อยละ 9 อีกระยะเวลาหนึ่ง ภายหลังจากการยกเว้นภาษี

           3.ยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์และวัสดุก่อสร้างสำหรับการผลิตทดแทนการนำเข้า (หากเลิกโครงการก่อนครบ 5 ปีนับแต่นำเข้า ต้องเสียอากรตามค่าเครื่องจักรฯ สำหรับส่วนที่ยังตัดค่าเสื่อมไม่หมด)

           4.ยกเว้นอากรนำเข้าวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูปและส่วนประกอบ สำหรับโครงการผลิตเพื่อส่งออก และโครงการผลิตสินค้าสนับสนุนต่อเนื่อง

           5.รับอนุญาตให้นำที่ดินที่ได้รับสัมปทานจากรัฐหรือเช่าจากเอกชนไปเป็นหลัก ประกันเงินกู้ภายในระยะเวลาที่ได้รับสัมปทานหรือเช่า ยกเว้นที่ดินที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา

           6.รับอนุญาตให้จ้างและนำคนต่างด้าว คู่สมรสและบุตรเข้ามาอยู่และทำงาน

           7.สามารถซื้อและส่งออกเงินตรากลับประเทศได้ทั้งระหว่างและหลังเลิกโครงการ

การเดินทางเข้า-ออกประเทศ

           1.สำหรับคนทั่วไป ต้องมีหนังสือเดินทางพร้อมวีซ่า ไปแสดงจึงจะเข้าประเทศกัมพูชาได้ โดยสามารถขอวีซ่าจากสถานทูตกัมพูชาในประเทศต่างๆ ก่อนออกเดินทาง หรือจะขอที่ด่านพรมแดนก่อนเข้าประเทศกัมพูชาที่เรียกว่า Visa on Arrival ทั้งนี้ วีซ่าประเภทท่องเที่ยว (Tourist Visa) คิดค่าธรรมเนียม 20 เหรียญสหรัฐฯ อยู่ได้ 30 วัน กรณีการข้ามแดนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จุดผ่านแดนถาวรสามารถใช้ได้ทั้งหนังสือเดินทางหรือบัตรผ่านแดน (เฉพาะคนในพื้นที่) ส่วนที่จุดผ่อนปรนสามารถใช้ได้เฉพาะบัตรผ่านแดนเท่านั้น

           2.สำหรับผู้ประกอบธุรกิจในฐานะบุคคลธรรมดา ต้องมีหนังสือเดินทางพร้อมวีซ่าประเภทธุรกิจ (Business Visa) โดยสามารถขอวีซ่าจากสถานทูตกัมพูชาในประเทศต่างๆ ก่อนออกเดินทาง เสียค่าธรรมเนียม 25 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดินทางเข้าประเทศกัมพูชา เพื่อจะได้นำไปประกอบการขอวีซ่าประเภทผู้อยู่อาศัย (Multiple Visa) ขยายระยะเวลาพำนักในประเทศเป็นรายปี ค่าธรรมเนียมปีละ 285 เหรียญสหรัฐ

           3.สำหรับข้าราชการ ใช้เฉพาะหนังสือเดินทางโดยไม่ต้องมีวีซ่าประกอบการเดินทางเข้าประเทศกัมพูชา

ปัญหา อุปสรรคทางการค้า การลงทุน และแนวทางแก้ไข

            ปัญหาและอุปสรรค

                1.กฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง และบางพื้นที่จะมีกฎ ระเบียบเป็นของตัวเอง โดยที่พื้นที่เหล่านั้นเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงสูงในการค้าขาย

                 2.ขั้นตอนและระเบียบการนำเงินออกนอกประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทยจำกัด มูลค่าการค้าไม่เกิน 500,000 บาทต่อครั้ง และการขอคืนภาษีอากรล่าช้า ทั้งภาษีตามมาตรา 19 ทวิ เงินชดเชย ภาษีมุมน้ำเงิน

                3.ปัญหาเรื่องค่าเงินเรียลซึ่งเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้ในกัมพูชาขาดเสถียรภาพทำให้การซื้อขายสินค้าจะไม่สามารถรับการชำระค่าสินค้าเป็นเงินสกุลดังกล่าวได้ ส่วนใหญ่จะรับชำระค่าสินค้าเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ และเงินบาทของไทย หรือบางครั้งต้องรับชำระเป็นทองคำแทน

                4.เส้นทางการขนส่งจากชายแดนไทยไปยังกรุงพนมเปญ มีความชำรุดทรุดโทรมมาก โดยเฉพาะช่วงอรัญประเทศถึงจังหวัดบันเตียนเมียนเจย ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าสูงขึ้นกว่าปกติ

                5.ไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปศึกษาวิจัยทางด้านการตลาดของประเทศกัมพูชาอย่างจริงจัง ทำให้ผู้ส่งออกไม่ทราบถึงรสนิยมและความต้องการของผู้บริโภค ข้อบังคับ กฎหมายและขั้นตอนวิธีการทำการค้าการแข่งขันของตลาด ช่องทางการจัดจำหน่ายและรายชื่อผู้นำเข้า รวมไปถึงกลยุทธ์ที่ใช้ในการแข่งขันในตลาดกัมพูชาทำให้ผู้ส่งออกรายใหม่ไม่สามารถเข้าถึงตลาดกัมพูชาได้

                6.การค้าระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้ากัมพูชาบริเวณชายแดน ส่วนใหญ่เป็นการทำการค้าที่ไม่มีการทำสัญญา ส่งผลให้ผู้ส่งออกของไทยถูกโกงจากผู้นำเข้ากัมพูชาบ่อยครั้ง

                7.ปัญหาเรื่องระเบียบและขั้นตอนการนำเข้าสินค้าในกัมพูชาที่ยุ่งยากโดย สินค้าที่จะนำเข้ากัมพูชาต้องผ่านการตรวจสอบจากบริษัท SGS ที่กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาตั้งขึ้นมา เพื่อตรวจสอบคุณภาพสินค้าและทำการประเมินพิกัดศุลกากร ถ้าสินค้าใดไม่ผ่านการตรวจสอบจะไม่สามารถส่งเข้าไปขายในตลาดกัมพูชาได้

                8.การขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญด้านการส่งออกของผู้ประกอบการของไทย

                9.ปัญหาค่าจ้างแรงงานมีการปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าของไทยสูงทำให้ศักยภาพในการแข่งขันในตลาดกัมพูชาลดลง

            แนวทางในการแก้ไขปัญหา

                1.ลดขั้นตอนและระเบียบการส่งออก โดยเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนมากกว่า 500,000 บาทต่อครั้ง โดยปรับให้กฎเกณฑ์เหล่านี้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการค้าชายแดน

                2.ควรปรับปรุงการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มภาษีนำเข้าตามมาตรา 19 ทวิ และภาษีมุมน้ำเงินให้เร็วขึ้น

                3.สนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ศึกษาวิจัยข้อมูลทางการตลาดของประเทศกัมพูชาทั้งแนวลึกและแนวกว้าง เช่น การแข่งขันของสินค้าไทยที่มีศักยภาพในตลาดกัมพูชา ลู่ทางการค้า ช่องทางการจัดจำหน่าย รวมไปถึงรายชื่อผู้นำเข้ารายใหญ่ของกัมพูชา เพื่อให้ผู้ส่งออกของไทยได้ใช้เป็นช่องทางในการส่งออก

                4.ลดอัตราภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักรกล และชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกให้เป็นไปตามข้อตกลงของ AFTA เพื่อให้ราคาสินค้าของไทยสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้

                5.ปรับปรุงเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงระหว่างไทยกับกัมพูชา เพื่ออำนวยความสะดวกการขนส่งสินค้าและลดต้นทุนค่าขนส่งไปยังกัมพูชา

                6.ควรมีการก่อสร้างท่าเรือขนส่งสินค้าของทางราชการ เพื่อเป็นการเปิดเสรีของการให้บริการขนส่งสินค้าชายฝั่งระหว่างจังหวัดตราดกับกัมพูชา เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและค่าบริการ

                7.ควรจัดการฝึกอบรมให้ความรู้ความชำนาญด้านการค้าระหว่างประเทศ และการค้าชายแดนด้านไทย-กัมพูชา ให้แก่ผู้ประกอบการ

                8.ควรมีความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ในด้านการหามาตรการป้องกันการแก้ไขการทุจริตของผู้ประกอบการค้าของทั้งสองประเทศ 

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.dft.go.th

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.ditp.go.th

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.dtn.go.th

Global Trade Atlas.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.gtis.com/gta

http://www.lampangvc.ac.th/lvcasean/page_canbodia4.html

เลขที่ 57 ชั้น 6 อาคารกรมโรงงานอุตสาหกรรม
ถนน พระสุเมรุ (บางลำภู) เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทรศัพท์ : (66) 02-280-7272 อีเมล : contact@ee.mail.go.th
Fax : (66) 02-280-7277, (66) 02-280-7273

Copyright © 2021 Electrical and Electronics Institute. All Rights Reserved